Show Posts

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - dsmol19

Pages: [1] 2 3 ... 7
1



จากการบรรยายพิเศษ Chula Pharma Talk เรื่อง “ประเด็นสำคัญในการเก็บและการเตรียมวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ชนิด mRNA ของ Pfizer-BioNTech” ซึ่งคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2564 ผศ.ภก.ดร.ปดินทร์ ติวสุวรรณ และ ผศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ เปิดเผยว่า วัคซีนโควิดชนิด mRNA ของ Pfizer-BioNTech ที่สหรัฐอเมริกาจะบริจาคให้ประเทศไทยและจะส่งมอบสู่กลุ่มเป้าหมายคือบุคลากรการแพทย์ด่านหน้าเพื่อพร้อมฉีดในต้นเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อให้วัคซีนคงประสิทธิภาพจนได้รับการฉีดเข้าสู่ผู้รับวัคซีน มีข้อควรระวังทั้งในด้านการขนส่ง การเก็บรักษา ตลอดจนรายละเอียดในการเตรียมวัคซีน ผู้รับผิดชอบในกระบวนการจัดการเกี่ยวกับวัคซีนต้องเตรียมการอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องอุณหภูมิและการควบคุมห่วงโซ่ความเย็น เนื่องจากวัคซีนชนิด mRNA ต้องควบคุมอุณหภูมิระหว่างการขนส่งที่ต่ำถึง -70 องศาเซลเซียส และมีความคงตัวที่อุณหภูมิต่างๆ ที่แตกต่างกัน เช่น เมื่ออยู่ที่ -70 องศาเซลเซียส สามารถเก็บไว้ได้จนถึงวันหมดอายุหรือประมาณ 6 เดือนหลังจากผลิต หากสถานพยาบาลที่รับวัคซีนมาไม่มีแหล่งที่สามารถเก็บวัคซีนไว้ได้ในอุณหภูมิ -70 องศาเซลเซียส วัคซีนที่ได้รับจัดสรรมาจะสามารถเก็บไว้ในตู้เย็นอุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียสได้เพียง 31 วัน หรือ 1 เดือนนับจากวันที่เริ่มเก็บ และเมื่อวัคซีนถูกนำออกมาจากตู้เย็นและถูกเตรียมโดยการละลายและผสมเพื่อพร้อมจะฉีดแก่ผู้รับวัคซีนแล้ว ความคงตัวหลังผสมยาเสร็จจะเหลือเพียง 6 ชั่วโมงที่อุณหภูมิไม่เกิน 30 องศาเซลเซียส ดังนั้นในการบริหารจัดการต้องมีการวางแผนการดำเนินการที่รัดกุมเพื่อให้ผู้รับบริการรับวัคซีนได้ทันเวลา ลดโอกาสสูญเสียยาที่เตรียมแล้วอาจหมดอายุก่อนฉีด รวมถึงหลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดและแสง UV โดยตรงในระหว่างการเก็บรักษา แต่สามารถเตรียมผสมวัคซีนที่ละลายจากการแช่แข็งแล้วในห้องที่มีแสงสว่างได้

ในการบรรยายพิเศษครั้งนี้ ผศ.ภก.ดร.ปดินทร์ และ ผศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดายังได้กล่าวถึงการเตรียมผสม เทคนิค รวมถึงอุปกรณ์ในการบริหารวัคซีนชนิด mRNA ที่แตกต่างจากวัคซีนโควิดชนิดอื่นที่เคยใช้ ผู้เตรียมและผู้บริหารยาต้องทราบและเพิ่มความระมัดระวังในการเตรียมวัคซีน เช่น ห้ามเขย่าวัคซีนโดยเด็ดขาด มีคำแนะนำให้ใช้เข็มดูดวัคซีนเป็นอันเดียวกันกับเข็มฉีดให้ผู้รับวัคซีนเพื่อลดการสูญเสียยาจากการเปลี่ยนเข็ม ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการตั้งแต่การรับยา เก็บรักษา เตรียมผสม และฉีดยาจึงควรเตรียมการอย่างรัดกุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการควบคุมอุณหภูมิในแต่ละขั้นตอนอย่างดี เพื่อให้วัคซีนคงประสิทธิภาพสูงสุด

2



ถึงเวลาวงร็อกหัวมัน POTATO ปั๊บ, โอม, หั่ง, กานต์ และ อั้ม ลุกขึ้นมาปลุกอะดรีนาลินด้วยซิงเกิลที่ 3 “อีกไม่ช้า (SOON)” หนึ่งในเพลงจากอัลบั้มชุดที่ 8 “Friends” ที่ชักชวนเพื่อนร่วมวงการดนตรีอย่าง Slot Machine มาทำเพลงร่วมกันเป็นครั้งแรก

โดย ปั๊บ เล่าว่า “อีกไม่ช้า (SOON)” เป็นมุมมองที่เล่าถึงเรื่องของพระอาทิตย์-พระจันทร์ ที่ต่างทำหน้าที่ของตัวเองแต่ก็มีช่วงเวลาที่ทั้งสองได้พบกัน (ช่วงโพล้เพล้) ผีตากผ้าอ้อม โดยมีเรื่องของแสงที่เชื่อมเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สวยงามที่สุด เปรียบเสมือนคนที่ต่างคนต่างต้องทำหน้าที่ของตัวเองแต่ก็จะมีเวลาที่เราได้มาพบปะกับผู้อื่นแลกเปลี่ยนประสบการณ์

ข่าวแนะนำ

ซึ่งการที่เราได้พบกันไม่ว่าจะเป็นเรื่องร้ายหรือดีก็เป็นสิ่งที่น่าจดจำทั้งสิ้น ถ้าโลกนี้ยังหมุนอยู่เรายังจะได้พบกันเพื่อบันทึกเรื่องราวเอาไว้ เป็นครั้งแรกที่ได้ร่วมทำเพลงกับพี่ๆ Slot Machine เป็นความรู้สึกที่ดีมากๆ ทำงานด้วยกันไม่มีรูปแบบและขอบเขตทั้งเนื้อร้อง-ทำนอง ภาษาที่เล่าในเพลงของเราจะมีภาษาเพลงที่ต่างกันทั้งของโปเตโต้และ. แมชชีน แต่สื่อสารเป็นสิ่งเดียวกันรวมถึงภาคดนตรี


ที่สำคัญเพลง “อีกไม่ช้า” มีชื่อภาษาอังกฤษว่า SOON ซึ่งมาจาก Sun + Moon ขอขอบคุณ พี่ปู๋-ปิยวัฒน์ สำหรับเนื้อเพลงนี้ ส่วนมิวสิกวิดีโอเราใช้คำว่า Official Visualiser ร่วมงานกับ พี่ต้น-เรืองฤทธิ์ แห่ง DuckUnit เป็นผลงานสุดจินตนาการ”


ด้าน “เฟิด Slot Machine” บอกว่า “รู้สึกตื่นเต้น แล้วก็ดีใจ ทั้งในฐานะศิลปินที่เจอกันบ่อยมากๆและในฐานะแฟนเพลงที่โตมากับทุกยุคของโปเตโต้ เป็นการร่วมงานกันที่อบอุ่นเป็นกันเอง ฝากแฟนๆของพวกเรา หยินและหยาง เอ๊ย! โปเตโต้และ. แมชชีน กับเพลงอีกไม่ช้า ไว้เป็นอีก 1 พลังใจดีๆจากพวกเรา ชม Official Visualiser ได้แล้ววันนี้!

3



เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 29 ก.ค.2564 ในการแถลงสถานการณ์โควิด19 นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวถึงกรณีมีการแฮกข้อมูลและเรียกรับเงินในการเข้าฉีดวัคซีนที่ศูนย์ฉีดวัคซีนที่สถานกลางบางซื่อว่า  เมื่อ2-3 วันก่อนได้มีการรายงานจากผอ.ศูนย์ฉีดฯว่าสงสัยจะมีความผิดปกติของการมารับบริการ โดยเฉพาะช่วงท้ายวัน ที่เหมือนเป็นการลงทะเบียนผ่านค่ายมือถือแต่จะแสดงความผิดปกติบางอย่าง เช่น มีความรีบร้อน จึงได้มอบหมายให้มีการลองหากระบวนการที่จะตรวจจับให้ได้ โดยเกิดขึ้นกับค่ายมือถือค่ายเดียว ซึ่งค่ายมือถือได้มีการให้บริษัทย่อยมารับในการช่วยจัดระบบคิวและลงทะเบียน พบว่าจุดลงทะเบียนตรงนี้ที่มีปัญหา จึงร่วมมือกับค่ายมือถือนั้นล่อซื้อ

           ซึ่งเมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2564 เมื่อมีผู้ที่น่าสงสัยเข้ามารับบริการราว 100 คนจึงให้เข้ามารับบริการตามระบบและยกเลิกทันทีเมื่อเข้ามาในจุดที่จะฉีด แล้วให้เจ้าตัวมาแสดงตัว จากนั้นมีการสอบถามและให้ลงบันทึกข้อความ โดยให้เล่าตั้งแต่ติดต่อผ่านใครอย่างชัดเจน โดยหลักการคือเป็นลูกจ้างที่ถูกจ้างมาอีกทอดหนึ่งของค่ายมือถือ ส่วนที่บอกว่ามีเจ้าหน้าที่ของกรมร่วมด้วย ยังไม่ทราบข้อมูลจริงๆ  และเมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2564 ได้มีการแจ้งความเรียบร้อยแล้ว กันพยานคนที่เหมือนกับต้องเสียเงินไปซื้อมาเป็นพยาน เพื่อเอาผิดให้ถึงที่สุด


“ยืนยันว่ายังไม่ทราบว่ามีเจ้าหน้าที่กรม  แต่ถ้ามีก็จะไม่ละเว้นเพราะความเจ็บป่วยของประชาชนซื้อขายไม่ได้ ถ้ามีเจ้าหน้าที่กรมเกี่ยวข้องก็จะมีการตั้งคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงและสอบสวนลงโทษตามความเป็นจริง แต่เท่าที่ทราบ ณ ตอนนี้ยืนยันว่าไม่มี มีแต่เจ้าหน้าที่ที่ถูกจ้างมาโดยค่ายโทรศัพท์มือถือไปเติมทะเบียนของผู้ที่มารับวัคซีนเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ได้มีการล่อซื้อให้ชัดเจน เพื่อให้ได้คนที่กระทำผิดให้ชัดเจน”นพ.สมศักดิ์กล่าว  

     สำหรับแนวทางลดความแออัด โดยการดำเนินการปรับระบบให้บริการฉีดวัคซีน คือ 1.เปิดประตูศูนย์เร็วขึ้นจากเดิม 09.00 น.  ให้ผู้มารับบริการลงทะเบียน โดยไม่วัดความดัน 2.ปรับระบบการเข้าแถวให้ไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ให้หางแถวแต่ละประตูชนกัน 3.ย้ายที่จอดรถมอเตอร์ไซค์และรถสุขาออกจากพื้นที่ เพื่อเพิ่มพื้นที่สำหรับผู้รับบริการ 4.ประสานการระบายผู้รับบริการหทุกประตูในภาพรวม 5.มอบหมายผู้รับผิดชอบในแต่ละประตูอย่างชัดเจน และ 6.เน้นให้ยืนบนสติกเกอร์ 2,400 จุด  


นพ.สมศักดิ์ กล่าวอีกว่า ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ มาเสริมการทำงานกับกทม. เป็นความร่วมมือในการบริการให้ใช้สถานที่โดยกระทรวงคมนาคมที่สถานีกลางบางซื่อ โดยกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)เป็นผู้จัดบริการการฉีดวัคซีน เริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่  7 มิ.ย. 2564 มีการฉีดครบ 1 ล้านโดสไปแล้ว  โดยช่วง 2 สัปดาห์แรกเป็นการทดสอบระบบ หลังจากนั้น 1 เดือน ตั้งแต่ 5 ก.ค.จึงเริ่มฉีดให้ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป โดยเปิดให้ออนไซต์ พบว่ามีจำนวนมาก จึงปรับให้วอล์กอินหรือออนไซต์สำหรับผู้ที่อายุ75 ปีขึ้นไป ทำให้สามารถจัดระบบให้ไม่แออัดได้  

            เมื่อวันที่ 22 ก.ค.จึงมีฉีดให้กับกลุ่มผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป หญิงตั้งครรภ์ อายุครรภ์ 12 สัปดาห์ และคนอ้วนที่มีน้ำหนักหมากกว่า 100 กิโลกรัม จึงมีภาพของความแออัดในช่วง 3-4 วันที่ผ่านมา จึงพยายามปรับเปลี่ยนวิธีการ โดยขอให้คนอ้วนมารับบริการในช่วงบ่าย  เพราะถ้าช่วง 10.00 น. คนจะโล่ง เพราะส่วนใหญ่จะมาจำนวนมากช่วง 08.00 น.  และตั้งแต่บวันที่ 1 ส.ค. เป็นต้นไปเพื่อให้การบริการเป็นระบบ จะไม่มีออนไซต์และวอล์กอินอีก จะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนผ่านค่ายมือถือทั้ง 4 ค่าย โดยจะยังเน้น 60 ปีขึ้นไป และกลุ่ม 18 ปีขึ้นไปแต่จะสดส่วนน้อยกว่าผู้สูงอายุ  โดยได้ตกลงกับ 4 ค่ายมือถือเรียบร้อยแล้ว  เพราะถ้าลงทะเบียนจะบอกได้ว่าแต่ช่วงเวลามีผู้รับบริการกี่คน

    “นโยบายการให้บริการฉีดวัคซีนของศูนย์ฉีดสถานีกลางบางซื่อ ตรงนี้เป็นที่เก็บตกช่วยเสริมในพื้นที่กทม. โดยฉีดให้กับคนมีภูมิลำเนาในกทม. ผู้ที่มาทำงานในกทม.ที่ภูมิลำเนาอยู่ต่างจังหวัด ผู้สูงอายุในกทม.ปริมณฑลที่มีภูมิลำเนาชัดเจน  คนไร้บ้าน และชาวต่างชาติที่มีถถิ่นพำนักในประเทศไทยอย่างถูกกฎหมาย เน้นที่มีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป เหมือนคนไทย เป็นนโยบายที่พยายามเก็บตกในกทม.ทั้งหมด”นพ.สมศักดิ์กล่าว  

https:// www.bangkokbiznews.com/news/detail/951732

4



ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 10.00 น.วันนี้ (29 ก.ค.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม มีกำหนดการปฏิบัติงานที่ทำเนียบรัฐบาลโดยในเวลา 11.00 น. เวลา 11.00 น.มีกำหนดการพบกับนายอะห์หมัด อับดุลเลาะฮ์ อัลฮาญะรี (Ahmed Adbulla Al-Hajeri) เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรบาห์เรนประจำประเทศไทย ที่เข้าอำลานายกรัฐมนตรี ในโอกาสพ้นหน้าที่ ณ ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

โดยก่อนกำหนดการดังกล่าวได้เรียกประชุมทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล โดยมีนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน นายทศพร ศิริสัมพันธ์ ประธานที่ปรึกษาเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรี และนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เข้าร่วมประชุม  

ทั้งนี้คาดว่าจะมีการหารือถึงสถานการณ์เศรษฐกิจล่าสุดที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังไม่มีดีขึ้น รวมทั้งมีการติดเชื้อในภาคการผลิตโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ รวมทั้งมีการหารือถึงมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมที่อาจจะออกมาในช่วงที่ยังต้องมีการควบคุมการระบาดของโรคต่อเนื่องไปอีกระยะเวลาหนึ่งหลังจากที่การระบาดยังไม่ลดลง


ทั้งนี้ที่ประชุม ครม.ที่ผ่านมาได้มีการออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนจากผลกระทบจากโควิด-19 ได้แก่ มาตรการให้ความช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของครัวเรือนและประชาชน ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและระดับอุดมศึกษา ภาครัฐและเอกชน กรอบวงเงินรวม 3.3 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น มาตรการให้ความช่วยเหลือภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาในช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ของ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กรอบวงเงิน 23,000 ล้านบาท สำหรับนักเรียนในระบบการศึกษาไทย ภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2564 โดยสนับสนุนค่าใช้สนับสนุนค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ปกครอง 2,000 บาท/นักเรียน 1 คน รวมทั้งจัดสรรค่าใช้จ่ายให้แก่สถานศึกษาเพื่อช่วยจัดการเรียนรู้ รวมทั้งลดหรือตรึงค่าใช้จ่ายในโรงเรียนเอกชนให้เท่ากับปีการศึกษา 2563

มาตรการการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของนิสิตนักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาภาครัฐและเอกชน ของ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวตกรรม (อว.) กรอบวงเงิน 10,000 ล้านบาท โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ นิสิต/นักศึกษาชาวไทย ระดับปริญญาตรีและบัณฑิตศึกษา ในสถาบันอุดมศึกษาภาครัฐและเอกชน ระยะเวลา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564

มีแนวทางการดำเนินการ ได้แก่สถาบันอุดมศึกษาของรัฐ จะได้รับส่วนลดเป็นลักษณะร่วมจ่ายระหว่างรัฐและสถาบันอุดมศึกษาในอัตรา 6:4 โดยค่าเล่าเรียน/ค่าธรรมเนียมการศึกษาส่วนที่ไม่เกิน 50,000 บาท ลด 50% 50,001 - 100,000 บาท ลด 30 % และเกิน 100,000 บาท ลด 10% โดยส่วนลดสูงสุดรวมกันไม่เกิน 50% ส่วนสถาบันอุดมศึกษาของเอกชน ค่าเล่าเรียน/ค่าธรรมเนียมการศึกษา รัฐสนับสนุนในอัตรา 5,000 บาท/คน

ครม.ยังได้อนุมัติเพิ่มกรอบวงเงินโครงการเยียวยานายจ้างและผู้ประกันตนมาตรา 33 ในกิจการที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการของรัฐ ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดและพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวม 13 จังหวัด วงเงินรวม 15,027.686 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 1,522.99 ล้านบาท จากเดิม 13,504.696 ล้านบาท โดยเพิ่มจากเดิม 10 จังหวัด เป็น 13 จังหวัด ซึ่งพื้นที่ 3 จังหวัดที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และพระนครศรีอยุธยา พร้อมมอบหมายให้สำนักงานประกันสังคมเร่งประมาณการจำนวนนายจ้างและผู้ประกันนมาตรา 33 กลุ่มเป้าหมายที่คาดว่าจะขี้นทะเบียนประกันสังคมรายใหม่ด้วย

ทั้งนี้กรอบวงเงินดังกล่าวเป็นเงินช่วยเหลือให้แก่นายจ้างในระบบประกันสังคมใน 9 ประเภทกิจการ ใน 13 จังหวัดกลุ่มเป้าหมาย 7,238.631 ล้านบาท และเงินช่วยเหลือให้แก่ผู้ประกันตนมาตรา 33 สัญชาติไทยที่เป็นลูกจ้างในกิจการของนายจ้างตามคุณสมบัติ จำนวน 7,789.055 ล้านบาท ซึ่งทั้งนายจ้างและลูกจ้างที่ได้รับเงินช่วยเหลือเยียวยา ยังจะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีเงินได้

5
ป้ายไฟวิ่ง LED ดิจิตอล 2 รูปแบบ กันน้ำ 100% - รับประกัน 1 ปี

**** Single color ****** ราคา 2,900 .- 

**** FULL color ****** ราคา 4,200 .-

- กันน้ำ 100% - รับประกัน 1 ปี











6
ป้ายไฟวิ่ง LED เปลี่ยนข้อความผ่านมือถือ ใช้งานได้ทั้งภายในและภายนอก ทนแดด ทนฝน

ป้ายไฟวิ่งLED เปลี่ยนข้อความผ่านappมือถือ(เชื่อต่อทางwi-fi) หรือส่งผ่านระบบLAN  ขนาดป้าย 105x25cm ใช้งานได้ทั้งภายในและภายนอก ทนแดด ทนฝน มีให้เลือก 4สี แดง,เขียว,น้ำเงิน ราคา 2,900บาท และFull colors  ราคา4,200 บาท ใส่คำ,ข้อความ,วันที่,เวลา,รูปภาพต่างๆได้ ป้ายติดตั้งง่าย โครงสร้างแข็งแรงทนทาน

ทางร้านลงคำให้ฟรีในครั้งแรกและสอนวิธีการใช้งานให้ลูกค้าสามารถลงข้อมูลได้ด้วยตัวเอง แถมขายึดป้ายฟรี

สนใจติดต่อ 0945102033
Line :@gentech
หน้าร้านเซียร์รังสิต ชั้น1



7


หลักสูตรออนไลน์ Quick MBA For SMEs โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชวนหาทางแก้วิกฤติพิชิต COVID-19 ถอดบทเรียนการฝ่าความยากลำบากของผู้ประกอบการ โดย จรัญพจน์ รุจิราโสภณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ส.ขอนแก่นฟู้ดส์ จำกัด(มหาชน) ที่เข้ามารับตำแหน่งแม่ทัพองค์กรเพียง 1 เดือน ต้องเจอกับการรับน้องเผชิญโรคระบาดรุนแรงรอบร้อยปีทันที การแพร่กระจายของเชื้อโรคเป็นวงกว้าง ทำให้รัฐต้อง “ล็อกดาวน์” ระยะหนึ่ง กระทบการขายสินค้าของบริษัทอย่างมาก เพราะธุรกิจหลักทั้งอาหาร ร้านอาหาร 10 สาขา ล้วนพึ่งพาหน้าร้านผ่านห้างค้าปลีก

บททดสอบผู้นำ ยังถาโถมเข้ามา เมื่อเกิดโรครบาดในหมู 2 โรคเข้ามาพร้อมกันทำให้บริษัทต้องงัดมาตการดูแลพนักงานอย่างเข้มข้น ให้กินอยู่ที่โรงงาน ฟาร์มทันที เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อโรค

 นอกจากนี้ มาตรการรัฐทั้งโครงการคนละครึ่ง เราชนะ ที่ผันเงินเข้าระบบเศรษฐกิจผ่านร้านธงฟ้า ร้านค้าทั่วไป แม้ภาพรวมเห็นด้วยและเป็นกลไกกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่กระทบยอดขายร้านอาหาร และยอดขายในห้าง ทำให้ธุรกิจหลักของบริษัทต้องประสบปัญหา “ขาดทุน” เป็นบางเดือน กระเทือน “วิกฤติศรัทธา” ของคนในองค์กรต่อตนเอง

ล่าสุด โรงงานสารเคมีระเบิด ที่ห่างโรงงานของบริษัทเพียง 1.8 กิโลเมตร(กม.) ล้วนส่งผลกระทบต่อการทำงานทั้งสิ้น กลายเป็นสิ่งที่จะพิสูจน์การนำทัพองค์กร จะฝ่าภารกิจสุดหินให้ผ่านไปได้โดยเร็ว

“นอกจากโรคระบาดที่เกิดรุนแรงสุดรอบร้อยปี ซึ่งไม่เคยเจอมาก่อน โรงงานสารเคมีระเบิด เป็นสิ่งที่กดดันมาก รวมถึงสิ่งที่คนของ ส.ขอนแก่นไม่คุ้นหูคือคำว่า ขาดทุน เพราะเราอยู่ในธุรกิจที่ทำกำไรมาตลอด ธุรกิจหลักๆไม่เคยขาดทุน แต่พอเจอวิกฤติเราประสบปัญหาขาดทุน 1-2 เดือน จึงไม่ใช่แค่เจอวิกฤติธุรกิจแต่ส่วนตัวเจอวิกฤติศรัทธา ทุกคนห่วงจะรอดไหม เพราะสถานการณ์หนักมาก”

ทั้งนี้ ส.ขอนแก่น มีฟาร์ม 1 แห่ง โรงงาน 4 แห่ง ร้านอาหาร 10 สาขา และอสังหาริมทรัพย์ รวมมีพนักงานร่วม 2,000 ชีวิต ในการฝ่าวิกฤติ “ทีมงาน” เป็นหัวใจสำคัญมาก โดยทุกฝ่ายทำแผนการดำเนินงานต่อเนื่อง (BCP) 6 แผน รองรับการทำงานภายใต้สถานการณ์ต่างๆ ทีมการตลาดระดมสมองจัดแคมเปญที่จะพลิกกำไรให้บริษัท ฝ่ายผลิตหากไม่สามารถบรรจุสินค้าได้ ทีมงานต่างๆพร้อมไปเป็นกำลังเสริมช่วยเต็มที่ ทีมงานร้านอาหารหาซัพพลายเออร์จากทั่วโลก รองรับความเสี่ยงกรณีซัพพลายเออร์ในประเทศส่งวัตถุดิบให้ไม่ได้ เป็นต้น

การมีทีมงานแกร่ง พร้อมร่วมหัวจมท้าย และลุยแก้ไขปัญหา ทำให้สถานการณ์ยอดขายฟื้นตัวกลับมาในทิศทางที่ดีในระยะสั้น ส่วนระยะยาว จรัญพจน์ ตีโจทย์ธุรกิจอาหารกำลังอยู่ในสถานการณ์โกลาหล เพราะคู่แข่งทางตรงมีมาก ส่วนคู่แข่งหน้าใหม่ตบเท้าเข้ามาแบ่งเค้กมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เดาทางอนาคตลำยาก แต่ธุรกิจต้องอยู่รอด การปรับตัวเพื่อให้ยืนหยัดในวงการได้ บริษัทให้ความสำคัญกับการเป็นเจ้าของสินทรัพย์น้อยลง(Asset Light)มุ่งจับมือพันธมิตรเพื่อให้เกิดซีนเนอร์ยี โมเดลธุรกิจใหม่ เพื่อบุกตลาด และตัดตัวกลางในธุรกิจมากขึ้น

“อนาคตธุรกิจอาหารเดาทางยากจะแข่งกับใคร เพราะมีสตาร์ทอัพหน้าใหม่ พร้อมตัดตัวกลาง มีแอ๊พพลิเคชั่นต่างๆ คลาวด์คิทเช่น เกิดขึ้น สถานีบริการน้ำมันอยากทำอาหาร กลายเป็นสมรภูมิที่ผู้ประกอบการทุกคนมาบรรจบกันทำตลาดจริง”

อีกตัวแปรที่กระทบผู้ประกอบการ คือ “กำลังซื้อผู้บริโภคลดลง” แต่ความต้องการสินค้าดีมีคุณภาพมาเป็นอันดับแรก ทำให้บริษัทต้องหันกลับมามองสมรรถนะของตัวเอง ปรับกระบวนการภายใน หาทางผลิตสินค้าที่มีคุณภาพดี ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นแต่ “ราคาต่ำลง” ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายให้ได้

นอกจากนี้ เพื่อลดความเสี่ยง เพิ่มโอกาสขาย บริษัทจะบุกช่องทางจำหน่ายร้านธงฟ้า ที่มีราว 1-4 แสนราย เพื่อกระจายสินค้าถึงกลุ่มเป้าหมาย การจับมือพันธมิตรปั๊มน้ำมัน เพื่อขายสินค้า ส่วนการช่องทางออนไลน์จะเน้นขยายพาร์ทเนอร์ ด้านร้านอาหารจะทำคลาวด์คิทเช่น ลดต้นทุน

 “เป็นความท้าทายของผู้ประกอบการ ทุกคนกำลังหนีตาย ยอมลดกำไรตัวเอง เพื่อให้แข่งขันได้ แต่หากต้องการอยู่รอด ต้องกลับมาดูสมรรถนะตัวเอง ทำของดีราคาถูกลง หาจุดแข็งสร้างความโดดเด่น ทำสินค้าให้ผู้บริโภคว้าว!ให้ได้”

8



นายดิถดนัย สังขะรมย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่าขณะนี้ทรีนีตี้เองมีลูกค้าที่ปรึกษาในการระดมทุนเข้าตลาดหลักทรัพย์ในมือ อยู่ราว 7-9 บริษัท และช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ทรีนีตี้ได้เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ให้กับ 3 บริษัท  คือ บมจ.เอเอ็มอาร์ เอเชีย (AMR) บมจ.โคลเวอร์ เพาเวอร์ (CV) และบมจ.เบริล 8 พลัส (BE8)

ทั้งนี้ ทิศทางธุรกิจการให้บริการด้านวาณิชธนกิจ ถือเป็นธุรกิจที่สำคัญและมีแนวโน้มการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะอยู่ภายใต้สถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยเฉพาะการเป็นที่ปรึกษาในการระดมทุน นำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ ในธุรกิจที่ได้ประโยชน์หรือไม่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 โดยตรง ซึ่งบริษัทเหล่านี้ยังคงต้องการระดมเงินทุนเพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจ เช่น ธุรกิจด้านเทคโนโลยี ธุรกิจด้านพลังงาน และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปตาม “วิถีชีวิตใหม่”

ขณะที่บางธุรกิจที่ได้รับผลกระทบและอาจจะชะลอแผนการระดมทุนเข้าตลาดหุ้นออกไป  คาดว่าเมื่อสถานการณ์คลี่คลายในปีหน้าก็น่าจะทยอยกลับเข้ามาได้ เช่น ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ เพราะตลาดทุนคือแหล่งเงินทุนที่สำคัญ ทำให้ธุรกิจให้บริการด้านวาณิชธนกิจยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก


นายดิถดนัย กล่าวว่า ที่ผ่านมาบริษัทได้เข้าไปเป็นที่ปรึกษาในการออกและเสนอขายหุ้น IPOนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ มาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นความแข็งแกร่งของทีมวาณิชธนกิจของทรีนีตี้ โดยนอกจากจะสร้างรายได้ให้กับธุรกิจวาณิชธนกิจแล้ว ยังทำให้ลูกค้าของบริษัทได้มีโอกาสลงทุนในหุ้น IPO ที่มีปัจจัยพื้นฐานที่ดีด้วย

โดยปี 2563 บริษัทได้รับรางวัลยอดเยี่ยม หรือ Deal of the Year ด้านการระดมทุนในฐานะที่ปรึกษาการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ที่เสนอขายหุ้น IPO ให้กับ บมจ.บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ (BAM) ในงาน SET Awards ปี 2020 โดยช่วง 3 ปีที่่ผ่านมาบริษัท  ได้เป็นที่ปรึกษานำหุ้นเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ จำนวน 4 บริษัท และมีมูลค่าระดมทุนรวมราว 10,000 ล้านบาท


บริษัท มีบริการที่ปรึกษาทางการเงิน และงานวาณิชธนกิจครบวงจร หรือ “ONE STOP SERVICE” ครอบคลุมด้านการระดมทุนผ่านตราสารทุนและตราสารทุนหนี้ การควบรวมหรือซื้อกิจการ (M&A) ตลอดจนต่อยอดธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง โดยได้มีการจัดตั้งบริษัท ทรีนีตี้ อินเทลลิเจนส์ พลัส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่จะเข้าไปวางระบบการควบคุมภายใน หรือการตรวจสอบภายในให้แก่บริษัทที่กำลังเตรียมความพร้อม

โดยให้บริการลูกค้าตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำและเข้าไปเป็นพี่เลี้ยงให้กับบริษัทในการสร้างมูลค่าเพิ่มและพัฒนาธุรกิจให้มีมาตรฐาน มีโครงสร้างและระบบการบริหารจัดการที่ดีขึ้น รวมทั้งมีระบบการควบคุมภายในที่ดี เพื่อให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ไม่ว่าบริษัทนั้นจะมีเป้าหมายในการระดมทุนเข้าตลาดหลักทรัพย์ หรือไม่ก็ตาม เพราะถือว่าเราได้มีส่วนสำคัญในการเข้าไปพัฒนาและยกระดับมาตรฐานธุรกิจให้ลูกค้าและหากลูกค้ามีเป้าหมายที่่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ก็ถือเป็นการส่งต่อบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่มีคุณภาพให้กับตลาดหุ้นไทยอีกด้วย    

9



ฉัตร์ชัยเดชา บุตรดี เผยภาคภูมิใจหลังโชว์ฟอร์มในศึกโอลิมปิก ได้อย่างเด็ดขาดจนเข้ามาถึงรอบ 8 คนสุดท้ายเป็นครั้งแรก พร้อมตั้งความหวังปราบนักชกคิวบา เพื่อเอาเหรียญทองแดงมาคล้องการันตีไว้ก่อน

รอบนี้ ฉัตร์ชัยเดชา เจอกับ เมียร์โก เจฮีล คูเอลโญ่ จากอาร์เจนติน่า ปรากฏว่านักชกไทยโชว์ประเคนหมัดได้อย่างเหนือชั้น ก่อนที่กรรมการตัดสินให้กำปั้นตัวเก๋าชนะ 4-1 เสียง ทำให้ ฉัตร์ชัยเดชา เข้ารอบ 8 คนสุดท้ายไปเจอกับ ลาซาโร่ อัลบาเรซ จากคิวบา ดีกรีเหรียญทองแดงโอลิมปิกที่ลอนดอน 2012 กับ ริโอ 2016 ซึ่งหากกำปั้นไทยเอาชนะได้อีกไฟต์ จะการันตีเหรียญทองแดงไปคล้องคอก่อนแล้ว

หลังจบไฟต์ กำปั้นไทยวัย 36 ปี เผยว่า “ถือว่าชกได้ตามเป้าที่วางไว้ เขาเป็นมวยไฟต์เตอร์ ชกระยะใกล้ได้ดี เราเลยใช้วิธีคือพยายามชกระยะห่าง และระวังศรีษะไว้แต่ก็มีพลาดจนได้ ถือว่าพอใจกับผลการแข่งขัน”

“ไฟต์ต่อไปชิงเหรียญทองแดง เจอกับนักชกจากคิวบา เป็นมวยซ้าย ชกยาว จังหวะฝีมือก็ดี เราก็ต้องคุยกับสตาฟฟ์เพื่อหาวิธีการชก รวมถึงไปแก้เกมบนเวที น่าจะสนุกครับ”

“โอลิมปิกครั้งนี้ก็ถือว่าดีที่สุดที่เคยชกเพราะที่ผ่านมามาถึงแค่รอบ 16 คน แต่ก็ยังหวังลึกๆ ว่าจะได้เหรียญรางวัลกลับบ้าน บอกเลยว่า 36 ยังแจ๋วครับ” เจ้าสด กล่าวด้วยรอยยิ้ม

10




แม้จะเป็นประเทศต้นตำรับ แต่ในครั้งนี้พวกเข้าไม่ประสบความสำเร็จ ทัพจอมเตะจากเกาหลี่ใต้ ไร้เหรียญทองเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่กีฬาเทควันโดมีบรรจุในโอลิมปิกเกมส์ เมื่อปี 2000 ที่ประเทศออสเตรเลีย

ผลงานก่อนหน้านี้ของทัพเทควันโดจากแดนกิมจิในกีฬาโอลิมปิก ซึ่งถือเป็นต้นตำรับในกีฬาชนิดนี้ พวกเขาคว้าไปแล้วทั้งสิ้น 12 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน และ 6 เหรียญทองแดง แต่ในโอลิมปิก 2020 เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่พวกเขาไม่สามารถคว้าเหรียญทองมาเชยชมได้แม้แต่เหรียญเดียว

ในโอลิมปิก 2020 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ทีมจอมเตะจากเกาหลีใต้คว้าโควตามาได้ถึง 6 คน ซึ่งถือว่ามากที่สุดเมื่อเทียบกับทุกชาติ พวกเขาทำได้แค่ 1 เหรียญเงิน กับอีก 2 เหรียญทองแดง เท่านั้น

โดย อี ดา-บิน จอมเตะสาว เป็นผู้ที่คว้าเหรียญเงินในรุ่นน้ำหนักมากกว่า 67 กิโลกรัม มาครองให้กับเกาหลีใต้ ส่วนอีก 2 เหรียญทองแดง ได้จาก จาง จุน รุ่นน้ำหนัก 58 กิโลกรัม ชาย และ อิน คโย-ดอน ในรุ่นน้ำหนักมากกว่า 80 กิโลกรัม ชาย

ขณะที่ตัวเต็งซึ่งถูกยกให้เป็นมือวางอันดับ 1 ของรุ่น 68 กิโลกรัม ชาย อย่าง อี แด-ฮุน ต้องผิดหวังในกีฬาโอลิมปิกอีกครั้ง แม้เขาจะพกดีกรีต่างๆ มากมาย แต่กลับไร้เหรียญในครั้งนี้ โดย แด-ฮุน พ่ายให้กับ อูลุกเบค ราชิตอฟ มือวางอันดับสุดท้ายของรุ่น ชาวอุซเบกิสถาน ตั้งแต่รอบ 16 คนสุดท้าย แม้จะโชคดีได้กลับมาเล่นในรอบชิงเหรียญทองแดง แต่เขาก็พ่ายแพ้ให้กับ จ้าว ฉ่วย มือวางอันดับ 3 ของรุ่น จากประเทศจีน 15-17 คะแนน

ทำเนียบเหรียญในกีฬาเทควันโดของทัพจอมเตะจากเกาหลีใต้
โอลิมปิก 2020 ที่ญี่ปุ่น : 1 เหรียญเงิน, 2 เหรียญทองแดง
โอลิมปิก 2016 ที่บราซิล : 2 เหรียญทอง, 3 เหรียญทองแดง
โอลิมปิก 2012 ที่อังกฤษ : 1 เหรียญทอง, 1 เหรียญเงิน
โอลิมปิก 2008 ที่จีน : 4 เหรียญทอง
โอลิมปิก 2004 ที่กรีซ : 2 เหรียญทอง, 2 เหรียญทองแดง
โอลิมปิก 2000 ที่ออสเตรเลีย : 3 เหรียญทอง, 1 เหรียญเงิน

11



นางสาวสภัทร์พร ธรรมาภรณ์พิลาศ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะรองโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยว่า ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่ยังคงทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ได้มีหนังสือขอความร่วมมือผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัดภายใต้การกำกับ (สินเชื่อพิโกไฟแนนซ์) เข้าร่วมมาตรการเพื่อช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบให้กับลูกหนี้ตามความเหมาะสมเพื่อร่วมกันฟันฝ่าวิกฤตินี้ไปด้วยกัน

โดย ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2564 ภาพรวมการประกอบธุรกิจสินเชื่อ "พิโกไฟแนนซ์" มีจำนวนผู้ที่ได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้ประกอบธุรกิจสินเชื่อ  "พิโกไฟแนนซ์" และเปิดดำเนินการแล้วสะสมสุทธิ 985 ราย ใน 75 จังหวัด ได้แก่

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (579 ราย)
ภาคกลาง (161 ราย)
ภาคเหนือ (126 ราย)
ภาคตะวันออก (67 ราย)
ภาคใต้ (52 ราย)
ทั้งนี้ นับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2559 ที่ "กระทรวงการคลัง" ได้เปิดให้มีการประกอบธุรกิจสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์จนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม 2564 ได้มีการอนุมัติสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ให้กับประชาชนรายย่อยไปแล้วจำนวนทั้งสิ้น 553,974 บัญชี รวมเป็นวงเงิน 12,698.10 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 22,921.83 บาทต่อบัญชี ซึ่งมีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้

เผยอดีตอันแสนเลวร้ายของผู้หญิงที่ร่ำรวยที่สุดของประเทศไทย...
BKK Delivery
ภารโรงได้เงินถึง 45 ล้าน เพราะเจอสิ่งนี้ในโถส้วม...
BKK Delivery
อื้อฉาว!หญิงวัย 58 มีใบหน้าเหมือนเด็ก นี่คือสิ่งที่เธอทำตอนกลางคืน
Women'sbeauty

(1) สินเชื่อประเภทพิโกไฟแนนซ์ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2564 มีจำนวนผู้ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจสินเชื่อประเภทพิโกไฟแนนซ์สะสมสุทธิทั้งสิ้น885 ราย ใน 74 จังหวัดและมีจำนวนผู้เปิดดำเนินการแล้ว 847 รายใน 74 จังหวัดโดยจังหวัดที่มีผู้เปิดดำเนินการมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่

นครราชสีมา (79 ราย)
กรุงเทพมหานคร (67 ราย)
ขอนแก่น (51 ราย)
(2) สินเชื่อประเภทพิโกพลัส ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2564 มีจำนวนผู้ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจสินเชื่อประเภทพิโกพลัสสะสมสุทธิทั้งสิ้น 156 รายใน 49 จังหวัดและมีจำนวนผู้เปิดดำเนินการแล้ว 138 ราย ใน 45 จังหวัด โดยจังหวัดที่มีผู้เปิดดำเนินการมากที่สุด3 อันดับแรก ได้แก่


นครราชสีมา (20 ราย)
อุดรธานี (9 ราย)
อุบลราชธานี และกรุงเทพมหานคร (จังหวัดละ 8 ราย)
(3) ภาพรวมสถานะสินเชื่อคงค้าง ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2564 มียอดสินเชื่อคงค้างจำนวนทั้งสิ้น 198,217 บัญชี คิดเป็นจำนวนเงิน 4,233.97 ล้านบาท โดยมีสินเชื่อค้างชำระ 1 - 3 เดือน สะสมรวมทั้งสิ้น 27,432 บัญชี หรือคิดเป็นจำนวนเงินสะสมรวม 627.87 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 14.83 ของยอดสินเชื่อคงค้างสะสม และมีสินเชื่อค้างชำระที่เกินกว่า 3 เดือน (NPL) สะสมรวมจำนวน 32,440 บัญชี หรือคิดเป็นจำนวนเงินสะสมรวม 748.27 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 17.67 ของยอดสินเชื่อคงค้างสะสม


นอกจากนี้ กระทรวงการคลัง ยังคงดำเนินการร่วมกับหน่วยงานภาคีแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การดำเนินการอย่างจริงจังกับเจ้าหนี้นอกระบบที่ผิดกฎหมายซึ่งนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2559 จนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2564 สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ดำเนินการจับกุมผู้ปล่อยเงินกู้นอกระบบที่กระทำผิดกฎหมายจำนวนสะสม 9,596ราย เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2564 จำนวน 244 ราย

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารและรายชื่อผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ที่เปิดดำเนินการได้ทางเว็บไซต์ www.1359.go.th และสามารถร้องเรียนหรือแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับเงินกู้นอกระบบที่ผิดกฎหมายได้โดยตรงที่


• สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สายด่วน1599
• ศูนย์ดำรงธรรม สายด่วน 1567
• ศูนย์รับแจ้งการเงินนอกระบบ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง สายด่วน 1359
• ศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม กระทรวงยุติธรรม (ศนธ.ยธ.) โทร.025753344

12



กลายเป็นเรื่องราวฉาวโฉ่กลางสังเวียนกำปั้นโอลิมปิก 2020 เมื่อ ยูเนส บาอัลล่า นักชกชาวโมร็อกโก ตัดสินใจกัดหูคู่ชกจาก นิวซีแลนด์ ระหว่างการชกยกสุดท้าย

โดยเรื่องราวดังกล่าวเกิดระหว่างการแข่งขันกีฬาชกมวยสมัครเล่น โอลิมปิกเกมส์ 2020 ที่สนาม เรียวโกกุ โคคุกิคัน, กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันอังคารที่ 27 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

รอบ 16 คนสุดท้าย รุ่นเฮฟวี่เวท ระหว่าง ยูเนส บาอัลล่า นักชกชาวโมร็อกโก กับ ดาวิด เอ็นยีก้า กำปั้นจากนิวซีแลนด์ ซึ่งยกสุดท้าย กำปั้นชาวโมร็อกโก เลียนแบบตำนานกัดหูคู่ชกอย่าง "ไมค์ ไทสัน" อดีตแชมป์โลกผู้อื้อฉาว กัดหูคู่ชกแข่ง จนผู้ตัดสินต้องเตือน

แน่นอนว่าจบเกมชัยชนะเป็ฯของ เอ็นยีก้า จากนิวซีแลนด์ ที่เจ้าตัวกล่าวภายหลังว่า "เขาชกแบบไร้เกียรติ และพยายามเอาเปรียบผมแบบผิดกติกา ทั้งชกใต้เข็มขัด และ กัดหูผม โชคดีที่ฟันยางช่วยให้เขาไม่งับมันขาด"

13



ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เผยแพร่ รายงานการลงทุนทางตรงในต่างประเทศของบริษัทจดทะเบียนใน SET และ mai ปี 2563 ว่า ณ สิ้นปี 2563 บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ SET และ mai ที่มีสถานะการลงทุนในต่างประเทศมีจำนวนรวม 278 บริษัท มีจำนวนเท่ากับปีก่อนหน้า และคิดเป็น 37% ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดในปี 2563

ทั้งนี้เป็นบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ SET จำนวน 251 บริษัท และเป็นบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ mai จำนวน 27 บริษัท ในจำนวนดังกล่าวเป็นบริษัทที่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมการบริการ (Services) มากที่สุด และภูมิภาคที่มีจำนวนบริษัทที่มีสถานะการลงทุนต่างประเทศในภาพรวมสูงสุดคือภูมิภาคอาเซียน โดยลงทุนมากที่สุดในประเทศเวียดนาม สิงคโปร์ และเมียนมา ตามลำดับ

มูลค่าจากกิจกรรมการลงทุนทางตรงในต่างประเทศของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ SET และ mai ที่เกิดขึ้นในปี 2563 รวม 1.39 แสนล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้า 1.56 แสนล้านบาท หรือลดลงคิดเป็นร้อยละ 53 ในจำนวนนี้เป็นมูลค่าการลงทุนจากบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ SET รวม 1.37 แสนล้านบาท และเป็นมูลค่าการลงทุนจากบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ mai รวม 2 พันล้านบาท โดยรวมสัดส่วนการลงทุนทางตรงในต่างประเทศของทั้งสองตลาดคิดเป็นร้อยละ 9 ของมูลค่าเงินลงทุนของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดในปี 2563

มูลค่าเงินลงทุนทางตรงในต่างประเทศปี 2563 ส่วนใหญ่เกิดจากกิจกรรมการลงทุนของบริษัทขนาดใหญ่ 50 อันดับแรกในตลาดหลักทรัพย์ SET คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนประมาณ 1.13 แสนล้านบาท และภูมิภาคที่เป็นเป้าหมายการลงทุนมากที่สุดคือกลุ่มประเทศอาเซียน คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนประมาณ 1.32 แสนล้านบาท หรือราวร้อยละ 95 ของมูลค่าเงินลงทุนทางตรงในต่างประเทศปี 2563 ซึ่งประเทศที่มีมูลค่าเงินลงทุนมากที่สุดคือ อินโดนีเซีย จากธุรกรรมการเข้าซื้อกิจการ PT Bank Permata ด้วยมูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท


รายได้จากต่างประเทศของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ SET และ mai ปี 2563 มีมูลค่ารวม 2.96 ล้านล้านบาท ซึ่งมีมูลค่าลดลงประมาณ 5 หมื่นล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 1.7 จากปีก่อนหน้า เมื่อเทียบกับมูลค่ารายได้โดยรวมของบริษัทจดทะเบียน สัดส่วนรายได้จากต่างประเทศคิดเป็นประมาณร้อยละ 26 โดยรายได้จากต่างประเทศส่วนใหญ่มากจากบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ SET มูลค่าประมาณ 2.94 ล้านล้านบาท

รายได้จากต่างประเทศในปี 2563 ของกลุ่มบริษัทที่มีขนาดใหญ่ 50 อันดับแรกของตลาดหลักทรัพย์ SET มีมูลค่า 2.1 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 67 ของรายได้จากต่างประเทศทั้งหมดในปี 2563 และเมื่อพิจารณาตามภูมิภาคที่มาของรายได้ พบว่าบริษัทกว่าครึ่งไม่ระบุที่มาของแหล่งรายได้ให้ชัดเจน ทำให้รายได้มูลค่าราว 1.85 ล้านล้านบาท หรือ ร้อยละ 60 ของรายได้รวม ไม่สามารถระบุภูมิหภาคหรือประเทศแหล่งที่มาของรายได้ได้

แต่หากพิจารณาราเฉพาะข้อมูลที่มีรายละเอียดแหล่งที่มาของรายได้ พบว่ากลุ่มประเทศอาเซียนเป็นภูมิภาคที่บริษัทมีรายได้มากที่สุด คิดเป็น 4.86 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.6 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 3 จากปีก่อนหน้า โดยประเทศที่สร้างรายได้สูงสุดคือประเทศเวียดนาม อินโดนีเซีย และประเทศสิงคโปร์ ตามลำดับ

14



“ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้” รุกธุรกิจบริการสุขภาพเต็มสูบตามแผน ORIGIN NEXT LEVEL ประกาศจับมือ KIN Rehabilitation & Homecare ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพและการฟื้นฟูครบวงจร และ 2 ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเวชศาสตร์การฟื้นฟู   ผุดโรงพยาบาลกายภาพบำบัดแห่งแรก ในเครือออริจิ้น “Kin Origin Healthcare Center” ในโครงการมิกซ์ยูสใหม่ Origin Wellness Complex Sukhumvit 107 เจาะกลุ่ม Silver Age รองรับไทยก้าวสู่ยุค Aging Society ในราคาเข้าถึงง่าย พร้อมเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในปี 2565

นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมเดินหน้ารุกธุรกิจบริการสุขภาพ (Healthcare) ซึ่งเป็นหนึ่งในแผนงานหลัก ภายใต้วิสัยทัศน์ ORIGIN NEXT LEVEL ที่ประกาศไปเมื่อช่วงต้นปี 2564 โดยเริ่มต้นจากการจัดตั้งบริษัท ออริจิ้น เฮลท์แคร์ จำกัด ขึ้นมาเป็นบริษัทหลักในการดำเนินกลุ่มธุรกิจบริการสุขภาพ และเริ่มต้นความร่วมมือธุรกิจแรกด้วยการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับ KIN Rehabilitation & Homecare ผู้พัฒนาธุรกิจบริการด้านสุขภาพเพื่อการดูแลด้านเวชศาสตร์การฟื้นฟูเฉพาะทาง และผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การฟื้นฟูอีก 2 ท่าน ในสัดส่วน 40 ต่อ 40 ต่อ 20 ภายใต้ชื่อ บริษัท คิน ออริจิ้น เฮลแคร์ จำกัด เพื่อร่วมกันพัฒนาและดำเนินโครงการ คิน ออริจิ้น เฮลท์แคร์ เซ็นเตอร์ (Kin Origin Healthcare Center) โรงพยาบาลกายภาพบำบัดและสหคลินิกเวชกรรม ที่จะให้บริการดูแลด้านสุขภาพเวชศาสตร์การฟื้นฟูและกายภาพบำบัดแห่งแรกในเครือออริจิ้น 

“ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคสังคมผู้สูงอายุ หรือ Aging Society อย่างเต็มรูปแบบ เป็นประเทศแรกๆ ของภูมิภาค ด้วยสัดส่วนประชากรผู้มีอายุ 65 ปีขึ้นไปสูงถึงเกือบ 15% แต่ปัจจุบัน ประเทศไทยยังไม่มีพื้นที่ที่เป็นคอมมูนิตี้ และมีอีโคซิสเท็มในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรกลุ่มนี้อย่างเพียงพอ เราในฐานะผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร จึงมองเห็นทั้งโอกาสและความจำเป็นที่เราต้องเข้ามาพัฒนาทั้งที่อยู่อาศัย สิ่งอำนวยความสะดวก ตลอดจนบริการสุขภาพ ที่จะมาช่วยเติมเต็มสิ่งที่ผู้บริโภคกลุ่มนี้ต้องการ รองรับยุค Aging Society” นายพีระพงศ์ กล่าว

ทั้งนี้ Kin Origin Healthcare Center เป็นอาคารสูง 8 ชั้น ขนาดพื้นที่ใช้สอยรวมอยู่ที่ประมาณ 2,800 ตร.ม.จำนวน 58 เตียง ประกอบด้วยโรงพยาบาลกายภาพบำบัดและสหคลินิกเวชกรรม ที่ให้บริการดูแลด้านสุขภาพเวชศาสตร์การฟื้นฟูและกายภาพบำบัด พร้อมเป็นศูนย์ให้บริการสุขภาพแบบครบวงจร รองรับความต้องการด้าน Medical service ของลูกบ้านออริจิ้น อาทิ การบำบัดโรคยอดฮิตของคนวัยทำงานอย่างโรคออฟฟิศซินโดรมเรื้อรัง จะเปิดให้บริการในช่วงไตรมาส 1/2565 ตัวโครงการตั้งอยู่ในพื้นที่โครงการออริจิ้น เวลเนส คอมเพล็กซ์ สุขุมวิท 107 (Origin Wellness Complex Sukhumvit 107) โครงการมิกซ์ยูส บนเนื้อที่กว่า 2 ไร่ ผสมผสานระหว่าง KIN Origin Healthcare Center และโครงการคอนโดมิเนียมสำหรับพักอาศัยแบรนด์ใหม่ ออริจินัล (Original) พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบวงจรที่เหมาะสมกับการใช้ชีวิตของกลุ่มผู้สูงอายุ (Silver Age) รวมถึงการบริการจาก KIN โดยพื้นที่ส่วนที่พักอาศัยนั้น คาดว่าจะเปิดตัวโครงการพร้อมทั้งเปิดเผยรายละเอียดได้ในช่วงไตรมาส 4/2564 นี้

ด้าน นายธงชัย โชคถนอมทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร KIN Rehabilitation & Homecare ผู้พัฒนาธุรกิจบริการด้านสุขภาพเพื่อการดูแลด้านเวชศาสตร์การฟื้นฟูเฉพาะทาง กล่าวว่า ความร่วมมือกับเครือออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ในครั้งนี้ ถือเป็นเรื่องใหม่ในวงการอสังหาริมทรัพย์ ที่ผู้ประกอบการจะยก Healthcare Center มาไว้ในโครงการ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกบ้าน อีกทั้งโครงการคอนโดมิเนียมที่จะถูกพัฒนาในอนาคต ยังออกแบบให้ตอบโจทย์การใช้งานของกลุ่มผู้สูงอายุอีกด้วย 

“ผู้ที่เข้ามารับบริการ Kin Origin Healthcare Center จะมี พญ.หทัยรัตน์ ผดุงกิจ หรือ คุณหมอปุ้ม แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านอายุรกรรมระบบประสาทวิทยา เวชศาสตร์ผิวพรรณ และความงาม ที่จะคอยให้คำแนะนำและช่วยเหลือด้านการแพทย์ต่างๆ ด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย รวมถึงการฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง หรือ Stroke หลังการรักษา การดูแลผู้สูงอายุ ทั้งระยะยาว และชั่วคราว Nursing Home มาให้บริการใน Kin Origin Healthcare Center ด้วย” นายธงชัย กล่าว

สำหรับบริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI มีโครงสร้างธุรกิจหลากหลาย ประกอบด้วย 1.ธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อการขาย (Residential Development Business) พัฒนาคอนโดมิเนียมและบ้านจัดสรรมาแล้ว 86 โครงการ (สถานะ ณ สิ้นไตรมาส 2’2564) เช่น  แบรนด์ พาร์ค ออริจิ้น (PARK ORIGIN) ดิ ออริจิ้น (The Origin) ไนท์บริดจ์ (KnightsBridge), นอตติ้ง ฮิลล์ (Notting Hill), เคนซิงตัน (Kensington) และ บริทาเนีย (BRITANIA) รวมมูลค่าโครงการกว่า 134,000 ล้านบาท 2.ธุรกิจที่สร้างรายได้ต่อเนื่อง (Recurring Income Business) เช่น โรงแรม เซอร์วิส อพาร์ตเมนท์ ค้าปลีก 3.ธุรกิจบริการ (Service Business) เช่น ธุรกิจการจัดการอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจตัวแทนซื้อ ขาย เช่า อสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงบริการใหม่ๆ แบบ Next Level ที่จะมาช่วยเติมเต็มให้โครงการที่อยู่อาศัยไม่ใช่โครงการแบบเดิมๆ เช่น บริการทางการแพทย์รองรับในโครงการมิกซ์ยูส และยังมีวิสัยทัศน์ในการขยายประเภทธุรกิจใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เป็นผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร

15
ขายอพาร์ทเม้นท์ อยู่ตรงข้ามตลาดโชคชัย4 แขวงวังทองหลาง ขายถูกกู้ได้เต็ม กู้ได้สูง

ขายอพาร์ทเม้นท์ อยู่ตรงข้ามตลาดโชคชัย4 รายได้ดี แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กทม สภาพสวย เหมือนใหม่ ขายถูกกู้ได้เต็ม กู้ได้สูง ตามเครดิตผู้กู้
ขายอพาร์ทเม้นท์ อยู่ตรงข้ามตลาดโชคชัย4 วังทองหลาง กู้ได้เต็ม กู้ได้สูง 
ขายถูกกู้ได้สูงอพาร์ทเม้นท์ตรงข้ามตลาดโชคชัย4 รายได้ดี ใกล้รถไฟฟ้า (กำลังก่อสร้าง) แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กทม ขนาด33ห้อง  เนื้อที่130ตรว.อพาร์มเม้นท์สภาพสวย เหมือนใหม่ ขายถูกกู้ได้เต็ม กู้ได้สูง ตามเครดิตผู้กู้

ขายอพาร์ทเม้นท์วังทองหลาง ลักษณะ: อพาร์ทเม้นท์ 4 ชั้น 33 ห้อง พื้นที่ทั้งหมด130ตรว (ตัวอาคาร 100ตรว ที่จอดรถ 30ตรว)

จุดเด่นทำเล: อยู่ตรงข้ามตลาดโชคชัย 4 จากปากซอยเข้าเข้ามาในตึกประมาณ800 เมตร / ทำเลดีกำลังก่อสร้างรถไฟฟ้า

ที่ตั้งอพาร์ทเม้นท์
ที่อยู่: สมชัย อพาร์ทเม้นท์ 124/3 ซ.ลาดพร้าว 58 แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กทม

อยู่ตรงข้ามตลาดโชคชัย4 ขายอพาร์ทเม้นท์ทำเลทอง| กู้ได้เต็ม กู้ได้สูง ตามเครดิต
 ราคาขายทั้งหมด: 40 ล้านบาท

สนใจติดต่อ ชญานิน 0886293244/ ก้อย 0954149923

รายละเอียดเพิ่มเติม
https://thaiapartment.online/?p=12


คำค้น
ขายอพาร์ทเม้นท์วังทองหลาง, ขายอพาร์ทเม้นท์ลาดพร้าว58, ขายอพาร์ทเม้นท์อยู่ตรงข้ามตลาดโชคชัย4, ขายอพาร์ทเม้นท์แขวงวังทองหลาง, ขายอพาร์ทเม้นท์เขตวังทองหลาง,

Pages: [1] 2 3 ... 7